วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ของกินกับของฝาก

ช่วงที่ผ่านมารู้สึกเหมือนกับว่างานยุ่งมาก ทั้งงานราษฎ์งานหลวง มะรุ้มมะตุ้มชีวิตเต็มไปหมด เลยไม่ได้เขียน blog เลย วันนี้ผ่านถนนที่ต้องผ่านทุกวันแต่เกิดปิ๊งความคิดอะไรบางอย่าง น่าสนใจจึงเอามาเล่าให้ฟัง

ถนนเส้นนั้นคือหนองมน ผมขับรถผ่านโดยวิ่งจากตัวเมืองชลไปทางศรีราชา เพื่อไปทำงาน เกิดความอยากกินข้าวหลาม ผมต้องกลับรถ พอซื้อเสร็จก็ต้องกลับรถไปทางศรีราชาใหม่

เลยคิดขึ้นมาได้ ทำไมจึงไม่มีร้านขายของฝั่งที่มุ่งไปพัทยา ศรีราชาเลย มีแต่ทางฝั่งกลับไปกรุงเทพฯ เข้าใจอย่างหนึ่งว่าของฝากก็ต้องซื้อไปฝาก จึงอยู่ฝั่งขากลับ (คนมาเที่ยวส่วนใหญ่มาจากฝั่งกรุงเทพฯ) แต่ความรู้สึกในใจบอกว่า แล้วคนที่มาเที่ยวพัทยา แต่เขาอยากกินข้าวหลาม ขนมจาก ปลาหมึกล่ะ "ก็ไม่ได้ซื้อไปฝากแล้วจะต้องกลับรถเพื่อซื้อแล้วค่อยไปเที่ยวต่อหรอ" นั่นเป็นความคิดในใจผม แล้วทีนี้จะทำยังไง

ความรู้สึกของคนมาเที่ยวแถวชลบุรี พัทยาก็อาจจะอยากกินเป็นเรื่องธรรมดา แต่ต้องกลับรถ แถมช่วงวันหยุดรถเยอะ กลับรถก็ยาก เลยมีความคิดว่า ถ้าผมแหวกแนวเปิดร้านขายของอีกฝั่งหนึ่งจะมีกลยุทธอย่างไร

ก่อนอื่นเลยสโลแกนร้าน ผมจะขึ้นป้ายใหญ่ว่า "ร้านของ (ไม่) ฝาก" ด้านล่างเขียนว่า "ซื้อของฝากเชิญฝั่งโน้น ซื้อกินเองมาทางนี้" และนโยบายคือของไม่จำเป็นต้องถูก จะแพงก็ได้ถูกก็ได้ แต่เน้นว่าต้องอร่อย เพราะคนมาเที่ยว มากิน เขาก็อยากได้ของอร่อย เพราะฉะนั้นนโยบายคือคัดสรรอาหารที่มาขาย

หีบห่อไม่จำเป็นต้องสวย เพราะซื้อไปกินเอง ซึ่งต้องให้ความเข้าใจคนซื้อ โดยอาจจะติดป้ายว่า "บรรจุภัณฑ์ไม่สวย ไม่รวยก็ซื้อได้ คัดสรรมาจากใจ อยากให้ใครต่อใครชมว่ามีแต่ของดี"

วิธีนี้อาจจะได้ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ คนที่ซื้อไปกิน เกิดติดใจ เวลาขากลับเขาก็อาจจะกลับมาแวะร้านเราอีกเพื่อซื้อเป็นของฝาก เพราะส่วนใหญ่คนซื้อของฝากมักจะไม่ค่อยได้กินสินค้านั้น ก็มักจะลังเลในใจว่าซื้อไปฝากเขา มันจะอร่อยไหม แต่ถ้าเขาซื้อไปกินแล้วชอบ เขาก็อยากจะซื้อสิ่งนั้นไปฝากคนอื่นเช่นกัน

ข้อมูลเหล่านี้ผมคิดไปเองนะครับ ไม่รู้ว่าถ้าทำจริงแล้วมันจะเวิร์คไหม แต่เป็นสิ่งที่ขัดใจอยู่เสมอ เมื่ออยากซื้อของไปกินแล้วต้องกลับรถ เห็นรถติดแล้วเบื่อครับ ^___^

วันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2555

จริงไหม! ที่ความเชื่อมีผลต่อร่างกายและจิตใจ

มีคนเคยบอกผมว่าความเชื่อ มีผลทำให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆ ขึ้นมาได้ อย่างเช่น หากเชื่อว่าตัวเองป่วย ร่างกายก็จะป่วยจริงๆ ตอนแรกผมไม่ค่อยเชื่อเรื่องนี้เท่าไรนัก แต่จากที่ได้พบได้เจอมา หลายต่อหลายคนเป็นเช่นนั้นจริงๆ ผมก็ไม่รู้มันเกิดขึ้นได้ยังไง แต่จะลองวิเคราะห์จากเหตุการณ์ที่ผมพบมาดูแล้วกันนะครับ

ที่ผมเคยเจอคือ มีหมอดูบอกคนๆ หนึ่งว่า อนาคตเขาจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ จะมีความสุขกับชีวิต ซึ่งก่อนหน้านั้นเขาเป็นคนที่คิดว่าตัวเองทำอะไรก็ล้มเหลว รู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสุข เขาจึงได้ไปหาหมอดูเพื่อดูว่าอนาคตเขาจะเป็นอย่างไร

หมอดูกลับบอกว่าชีวิตเขาจะมีความสุขในอนาคต หลังจากนั้นเขาดูมีชีวิตชีวาขึ้น ร่าเริง และเริ่มเปลี่ยนทัศนคติตัวเอง ทำให้เขาเริ่มจริงจังกับสิ่งที่เขาทำ งานที่เขาทำอยู่ก็เริ่มจะดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น ทั้งๆ ที่ผมยังมองว่าตัวเขาก็ไม่เห็นเปลี่ยนอะไรเลย ยกเว้นทัศนคติ

นั่นคือคนหนึ่งที่ผมพบ เมื่อเปรียบเทียบกับตัวผมเอง ผมเป็นคนสุขภาพไม่แข็งแรง โรคเยอะ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมไปตรวจร่างกายชุดใหญ่ ซึ่งมีการ Ultra Sound ตับด้วย หมอที่ทำ Ultra Sound จะชวนเราคุย พร้อมกับทำไปเรื่อยๆ อยู่ๆ หมอพูดว่า "ไขมันเกาะตับค่อนข้างเยอะ หมอสังเกตเห็นจุดดำๆ แต่ไม่รู้ว่าคืออะไร เดี๋ยวหมอเก็บภาพไว้ แล้วให้หมออ่านผลบอกแล้วกัน"

พอทำ Ultra Sound เสร็จก็นั่งรอฟังผลกับหมออีกท่าน ผมคิดในใจว่า "ตายแล้ว จุดดำๆ หรือว่าจะเป็นมะเร็งตับ" พอคิดอย่างนั้นแล้วทำให้รู้สึกว่าใจห่อเหี่ยวมาก พอเข้าไปพบหมอ หมอก็บอกว่าจุดที่เห็นนั้น บอกแน่ชัดไม่ได้ว่าเป็นอะไร ถ้าจะให้รู้คงต้องรอดูก่อน สัก 3 เดือนให้มาตรวจใหม่ แต่หมอบอกว่าคงไม่ใช่เนื้อร้ายหรอก แต่เพื่อความแน่ใจก็มาตรวจอีกครั้งแล้วกัน

ช่วงเวลาหลังจากตรวจร่างกายเสร็จ เดือนแรกผมจิตใจอยู่ไม่เป็นสุขเลยครับ ครุ่นคิดต่างๆ นาๆ ว่าผมจะเป็นมะเร็งตับไหม จะตายไหม คิดถึงพ่อ แม่ คนที่เรารัก ว่าเขาจะเป็นอย่างไรถ้าเราตายไปแล้ว คิดทั้งๆ ที่ผมก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บป่วยในร่างกายแม้แต่นิดเดียว แต่พอผมคิดมากๆ เข้าจนทนไม่ไหว มีครั้งนึงผมพูดกับตัวเองว่า "เครียดมาตั้งหลายวัน แล้วนี่เรารู้แล้วหรอว่าเราเป็นมะเร็ง" ก็เพิ่งมานึกได้ว่า เราไม่ได้เป็นอะไรนี่ ความเครียดต่างหากที่ทำให้เราป่วย หมอก็บอกว่าคงไม่ใช่ แล้วเราจะกังวลอะไร หลังจากนั้นผมก็กลับมาร่าเริงเหมือนเดิม

สิ่งพวกนี้เป็นสิ่งที่เราเชื่อไปเอง จนทำให้เราเป็นอย่างนั้นจริงๆ ถึงแม้ว่าร่างกายเราไม่ได้ป่วย แต่ความคิดเราทำให้ร่างกายห่อเหี่ยว และเฉาไปเอง ซึ่งผมคิดว่าถ้าผมอยู่ในอาการนั้นถึง 3 เดือน ผมว่าผมได้ป่วยจริง แน่นอน เพราะช่วงที่ผมเครียดๆ นั้นก็รู้สึกไม่ค่อยสบายด้วย

ผมถือว่าความเชื่อเป็นสิ่งที่มีผลต่อร่างกาย และจิตใจมาก ตอนนี้ผมจะทำให้ตัวเองหายเครียดได้ โดยสร้างความเืชื่อว่า เรามีความสุข เราสามารถสร้างความสุขให้ตัวเอง และคนรอบข้างได้ ถ้าใครที่รู้จักผม จะเห็นผมร่าเริงอยู่เสมอ เพราะความเชื่อที่ผมสร้างให้กับตัวเอง ซึ่งทำให้ผมมีความสุขจริงๆ ครับ

วันศุกร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2554

BAD sometime GOOD

วันก่อนผมได้ดูเดี่ยว 9 ของพี่โน๊ตอุดม ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ซื้อแผ่นแท้ก็ว่าได้ ก่อนหน้านี้ละอายตัวเองมาก เพราะดูเถื่อนมาโดยตลอด แต่พอเห็นผลงาน ความพยายามของพี่เขาแล้วผมยอมรับว่ากดปุ่มโหลดไม่ลงทีเดียว เอาน่าสนับสนุนพี่เขาหน่อยจะได้มีโชว์อย่างนี้ให้เราดูกันเรื่อยๆ

ดูเดี่ยว 9 แล้วก็นั่งขำในหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่พี่โน๊ตเล่าสมัยเด็กๆ พอมานึกมันเหมือนกับเรื่องที่เกิดกับเราเหมือนกัน แต่ที่มาสะดุดตรงช่วงที่กำลังจะจบ แล้วพี่โน๊ตเล่าเกี่ยวกับว่ามีคนดูถูกเขาเรื่องที่จะทำเดี่ยวในช่วงแรกๆ แล้วพี่โน๊ตก็พูดคำๆ นึงว่า BAD sometime GOOD ผมสะกิดใจคำนี้เลยมานั่งวิเคราะห์คำนี้ดู

เป็นอย่างที่พี่โน๊ตว่าจริงๆ ในเรื่องๆ เดียวกันมันก็มีทั้งในแง่ดี และแง่ร้าย มีทั้งประโยชน์ มีทั้งโทษ ซึ่งแล้วแต่คนจะมอง หรือแล้วแต่สถานะที่ยืนอยู่ เช่น กรณีที่ผลไม้ราคาถูกมาก จนชาวสวนออกมาประท้วงทุกปี ก็มีคนได้ประโยชน์ และคนเสียประโยชน์ แน่นอนว่าชวนสวนย่อมเสียประโยชน์ แต่สำหรับผู้บริโภคต้องยอมรับว่าได้ประโยชน์เต็มๆ

หรืออย่างเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมา คนเดือนร้อนกันเป็นล้าน ก็ยังมีคนได้ประโยชน์จากเหตุการณ์นี้ เช่น เรือรับจ้าง ร้านขายเรือ ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยมีคนคิดที่จะใช้เรือเป็นพาหนะในการโดยสาร หรือเรือที่ซื้อตุนไว้ ขายไม่ค่อยได้ มาขายได้ก็คราวนี้

เช่นเดียวกับชีวิตเรา บางครั้งเราเจอมรสุมชีวิตที่คล้ายจะกระหน่ำ โจมตีเรา จนทำให้เรานั้นแทบจะหมดแรง ไม่อยากมีชีวิตต่อ แต่เมื่อเราก้าวข้ามผ่านช่วงนั้นมาได้ เราจะขอบคุณเหตุการณ์เหล่านั้น ที่ทำให้เราได้เข้มแข็งขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น

แต่ถ้าเมื่อไรที่เราก้าวผิด ล้มลงไป หมดสิ้นทุกอย่าง อาจจะมองดูว่าไม่มีอะไรดี แต่สิ่งนั้นก็ทำให้เราได้รู้ว่า อะไรคือปัจจัยที่ทำให้เกิดความผิดพลาด และจะเป็นประสบการณ์ให้กับเรา และคนที่มองดูเราอยู่ด้วยเช่นกัน

ทุกสิ่งทุกอย่างมี 2 ด้านเสมอ อยู่ที่มุมมอง วิสัยทัศน์ ประสบการณ์ และสถานะที่คนๆ นั้นยืนอยู่ อย่าไปต่อว่าคนอื่นว่าทำไมเขาต้องทำแบบนั้น แบบนี้ แต่จงถามตัวเองว่าถ้าเราอยู่ในเหตุการณ์ และมีสถานะเดียวกับเขา เราจะตัดสินใจอย่างไร ในกรณีที่มีภาวะแรงกดดันอันมหาศาลเช่นเดียวกัน

วันพฤหัสบดีที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เหตุผลที่คนทำบุญ

บทความนี้เกิดจากที่ผมได้ดูละครหลายๆ เรื่อง ซึ่งอาจจะตรงกับชีวิตจริงหรือไม่นั้นไม่รู้ ที่รู้คือมันเป็นเหตุผลที่ใช้ได้เลยทีเดียว การทำบุญที่ผมพูดถึงนี้คือการทำบุญที่วัด ไปตักบาตร ทำทานด้วยเงิน หรือสิ่งของ ผมไม่รวมถึงการที่ไปลงแรงช่วยเหลือคนตอนน้ำท่วม หรือจูงคนแก่ข้ามถนนนะครับ เพราะตรงนั้นผมเชื่อว่ามีบางคนทำเพราะไม่ได้หวังอะไร ไม่มีเหตุผลที่จะทำ เพียงแค่ทำแล้วสบายใจแค่นั้น

ที่ผมจะพูดถึงคือการทำบุญแบบที่ต้องไปทำที่วัด ตักบาตร ทำทาน สวดมนต์ อะไรประมาณนี้นะครับ การที่คนเราจะทำอะไรเหล่านี้ผมว่ามันมีเหตุผลของมันอยู่ ซึ่งผมขอแบ่งเหตุผลออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ

เหตุผลแรกเป็นเหตุผลที่คนส่วนใหญ่เป็น รวมทั้งผมด้วย อาจจะเรียกได้ว่าชาวพุทธที่ศึกษาธรรมะส่วนใหญ่เป็นแบบนี้ก็ว่าได้ นั่นคือเหตุผลที่ว่าต้องการให้บุญกุศลที่กระทำ ทำให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะปรากฎให้เห็นในชาตินี้หรือชาติหน้าก็ตาม ในบางคนที่เคร่งครัด และปฏิบัติ เป้าหมายของเขาคือโลกุตตรธรรม 9 ซึ่งนิพพานถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายของชาวพุทธ

เหตุผลนี้จริงๆ แล้วควรจะเป็นเหตุผลเดียวที่คนทำบุญ แต่จากที่ผมอาศัยอยู่ในโลกนี้มากว่า 27 ปี ทำให้รู้ว่าในโลกนี้มีอีก 2 เหตุผลที่คนทำบุญ คือ คิดว่าการบุญจะลบล้างความผิดที่ก่อเอาไว้ได้ กับอีกเหตุผลหนึ่งคือทำบุญเพื่อเอาหน้า

คนที่คิดว่าการทำบุญจะลบล้างความผิดที่ก่อเอาไว้ได้นั้น ผมเข้าใจว่ามันไม่ได้ลบล้างกันได้ กรรมชั่วที่ก่อไว้ยังไงก็คือกรรมชั่ว กรรมดีที่ก่อไว้ยังไงมันก็คือกรรมดี มันแยกกันอยู่ ผลกรรมชั่วที่ทำจะส่งผลกับเราก่อน และเมื่อกรรมชั่วที่ได้ทำไว้ถูกชดใช้หมด กรรมดีก็จะทำงานเหมือนสับสวิทอัตโนมัติ คนที่ทำดีแต่ไม่ได้ดีสักที นั่นแปลว่ากรรมชั่วที่ทำมาในชาติก่อนยังชดใช้ไม่หมดนั่นเอง

เหตุผลนี้ยังพอเข้าใจได้ ถึงแม้คนที่เชื่อในเหตุผลนี้จะเข้าใจผิดก็ตาม แต่เหตุผลสุดท้ายเป็นเหตุผลที่ผมยากจะรับได้ นั่นคือทำเพื่อเอาหน้า หรือเพื่อรักษาภาพลักษณ์ ยกตัวอย่างหนังที่ผมดูคือ 5 คม (เก่ามากละ เพราะไม่เคยดูหนังนาน จำได้แต่เรื่องนี้ ^^) ตัวร้ายทำธุรกิจมืด แต่หน้าฉากทำตัวเป็นนักบุญ ทำบุญ ทำทาน เพียงเพื่อให้คนอื่นไม่สงสัยในตัวของเขา อย่างนี้เขาเรียก "ซาตานในคราบนักบุญ"

เหตุผลเดียวกันจะเป็นประเภททำเพื่อธุรกิจ มีกลยุทธ์หนึ่งผมเรียกว่ากลยุทธ์ "ทุ่มทุนเพื่อเอาหน้า" นั่นคือกลยุทธ์ CSR ยกตัวอย่างการบริจาคของให้กับคนบางกลุ่ม เช่น คนยากจน หรือนักเรียน โดยป่าวประกาศให้คนทั้งประเทศรู้ด้วยว่าเราทำอะไร จริงๆ ผมไม่ได้รังเกียจกลยุทธ์นี้นะครับ เพราะคนที่เดือนร้อนก็ได้รับการช่วยเหลือจริงๆ แต่บางทีมานั่งนึกว่าถ้าคนทำไม่ได้ผลประโยชน์อะไรเลย เขาจะยอมช่วยไหมแค่นั้น

ผมเลยรู้สึกว่าปัจจุบัน มีเหตุผลที่บิดเบือนมากมายที่จูงใจให้คนมาทำบุญ แต่สำหรับชาวพุทธทั้งหลาย ที่ได้เคยศึกษาธรรมะ หรือเคยปฏิบัติก็ตาม เป้าหมายของเราชาวพุทธคือการก้าวเข้าสู่นิพพาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากเสียยิ่งกว่ายาก ในโลกที่มีแต่กิเลสคอยยั่วยวนให้เราก้าวขาออกนอกทางสายกลางอยู่เสมอ

วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เมื่อคนตัวใหญ่ต้องกลายมาเป็นนักพัฒนาตัวน้อย

ถึงแม้ว่าผมจบสาขาไอทีมา เขียนโปรเจ็คตอนจบ แต่จริงๆ แล้วก็ไม่เคยเขียนโปรแกรมที่ใช้งานได้จริงมาก่อน ซึ่งหลังจากจบมาก็ไม่เคยเขียนโปรแกรมอีกเลย พาลจะลืมๆ มันไปแล้วด้วย

แต่ตอนนี้มีความจำเป็นที่จะต้องเขียนโปรแกรม ถึงแม้ว่าเป็นภาษาเบสิกก็ตาม ก็ถือว่าเริ่มจะเป็นโปรแกรมเมอร์น้อยๆ เหมือนกัน ผมเริ่มเขียนมาโครบน LibreOffice มาประมาณไม่ถึงเดือน ตอนแรกก็รู้สึกว่า "ทำได้ไหมนะ" "ยากไหมหว่า" แต่ก็อยากทำจึงเริ่มลงมือ

พอเขียนไปเขียนมาชักเริ่มสนุก ไม่รู้ว่าโค้ดที่เราเขียนซับซ้อนไปไหม แต่พอเขียนไปเทสไปแล้ว ผลลัพธ์ออกแล้วมันสนุก (แต่ถ้าไม่ได้ผลลัพธ์ก็ไม่สนุกเหมือนกัน) เลยรู้สึกว่างานที่เราชอบคงเป็นงานที่ท้าทาย งานที่ได้รับปัญหามาแล้วต้องมานั่งวิเคราะห์แก้ไข พอแก้ไขได้แล้วรู้สึกดี ไม่เฉพาะงานเขียนโปรแกรมนะ จะรู้สึกสนุกกับงานประเภทนี้ทุกงาน เพราะพอแก้ไขได้แล้วมันสะใจ ^^

อาชีพโปรแกรมเมอร์เป็นงานที่ผมรู้สึกว่าเคยตั้งเป็นเป้าหมายไว้ตอนที่เริ่มเรียนในสาขาไอที พอตอนนี้ได้กลับมานึกถึงมันอีกครั้ง รู้สึกเหมือนมานั่งไล่ตามความฝันที่ได้ทิ้งมันไปนานมากอีกครั้ง

แต่ผมคงเป็นโปรแกรมเมอร์ได้เป็นครั้งเป็นคราว เพราะงานที่ทำมันสำคัญกว่า และก็สนุกเหมือนกัน เพียงแต่ให้คนละความรู้สึก แต่ถ้าจะได้กลับมาเป็นโปรแกรมเมอร์อีกก็โอเคนะ ^___^

ลองนึกถึงตอนที่เขียนโปรแกรมตัวแรกดูครับว่าตอนนั้นรู้สึกยังไง อาจจะรู้สึกเหมือนผมตอนนี้ก็ได้นะ ^^

วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

พูดกับคนๆ เดียว ยากกว่าอธิบายคนเป็นร้อย

ผมว่าผู้ชายแทบทุกคนเป็นเหมือนกัน คือพูดอะไรไป แฟนไม่เคยเชื่อ ผมนั่งวิเคราะห์สาเหตุอยู่ว่ามันเป็นไปได้อย่างไร ตัวผมเป็นวิทยากร สามารถทำให้คนฟังเชื่อได้เป็นร้อยเป็นพัน แต่กับคนๆ เดียวกลับไม่สามารถทำให้เชื่อได้ T-T

ผลการวิเคราะห์นี้เป็นการเดาของผมคนเดียวนะครับ สาเหตุที่ 1 คือผมว่าเกิดจาก คนที่เราพูดถึงอยู่นี้ คือคนที่รู้จักเราในทุกๆ มุม แต่ไม่ใช่มุมที่ลูกค้า หรือคนอื่นรู้จัก และเขาก็จะมักมองภาพไม่ออกเวลาที่เราสามารถจูงใจคนอื่นได้

ข้อ 2 คือ การที่เราเอาใจใส่เขามากกว่า การที่เราคุยกับลูกค้า หรือคนอื่น เราไม่แคร์ความรู้สึกเขามากเหมือนกันคุยแม่ทูนหัวคนนี้ ^^ เวลาที่เราบอกลูกค้าให้ทำอะไร เราจะมองถึงเหตุผล ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น แล้วมันจะลงตัวเองที่ผลประโยชน์ แต่เมื่อคุยกับเธอ ผลประโยชน์ย่อมลงตัวที่เธอพอใจ เหตุผลไม่สำคัญ สำคัญที่ถูกใจ พอเราไม่ยอม ก็จะเกิดอาการหนึ่งที่ทำให้ผู้ชายทั้งโลกตกอยู่ในความลำบาก นั่นคือ "งอน" สุดท้ายผู้ชายก็ "ง้อ" และเหตุผลทั้งหมดก็จบลงที่ตามใจเธอ T-T

ขอถามสักหน่อยว่า ถ้าคุยกับลูกค้าแล้วลูกค้าไม่ยอม โดยลูกค้าอาจจะขอลดราคา ซึ่งเราให้ไม่ได้จริงๆ เนื่องจากราคาที่ขอนั้นเราขาดทุน เราอาจจะยอมแค่ลดนิดหน่อย ถ้าเขาไม่ซื้อ เราคงไม่ไปตามคุกเข่าอ้อนวอน เราก็คงจะปล่อย และอวยพรเขาตามท้าย แต่ถ้าเป็นหญิงน้อยคนนี้ สงสัยเราคงต้องยอมขาดทุนเป็นแน่ จริงไหมครับ ^__^

ส่วนข้อสุดท้าย ผมว่าเป็นทิฐิที่ว่าจะไม่ยอมแพ้เรา เพราะฉะนั้นเราบอกอะไรเขาจะค้าน แต่เมื่อมีคนอื่นมาบอกอย่างที่เราบอกเธอ เธอจะเชื่อทันที เพราะจริงๆ แล้วเธออยากจะเชื่อเรา แต่กลัวแพ้ พอคนอื่นมาแนะนำเธอเลยเลือกเชื่อคนอื่นดีกว่า

โดยส่วนตัวผม แฟนผมก็ไม่ได้จะไม่เชื่อผมเสียทุกเรื่องนะครับ ที่เขียนนี้เพียงแค่นึกขำๆ เลยเขียนขึ้นมาเล่าให้ฟัง ถึงแม้ผู้ชายตัวเล็กๆ อย่างเรา จะโดนรังแกจากสุภาพสตรีผู้แข็งแกร่งอย่างไร เราก็ยังรักเขาเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงนะครับ ^^

วันอังคารที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

เห็นใจนายจ้างบ้าง

ผมเป็น consult จึงมีโอกาสได้สัมผัสกับเจ้าหน้าที่ของบริษัทต่างๆ มากมาย ทั้งภาครัฐ และเอกชน ทำให้พบเห็นคนต่างๆ กันออกไป วันที่ผมได้ไปเห็นการทำงานของคนเหล่านั้น ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นคือรู้สึก "เห็นใจนายจ้าง"

จริงๆ แล้วผมก็เป็นลูกจ้างเหมือนกัน ไม่เคยมีโอกาสได้เป็นนายจ้าง เนื่องจากวาสนาไม่ถึง ^^ แต่ผมก็เป็นลูกจ้างที่ทำงานอย่างเต็มที่ เพราะคิดว่าการที่เขาจ้างเราให้ทำงาน เราก็ต้องตอบแทนให้คุ้มค่าจ้าง เพราะเมื่อคิดในมุมกลับกัน หากเราเป็นนายจ้าง ก็อยากให้ลูกจ้างทำงานให้เราเต็มที่เช่นเดียวกัน

แต่วันนี้ที่ผมเห็นหลายๆ บริษัท พนักงานส่วนใหญ่ไม่เต็มที่กับงาน ทำงานก็จริง แต่ทำเพียงแค่ขอให้เสร็จไปวันๆ ไม่เคยคิดที่จะพัฒนางานของตนให้ดีขึ้น เพื่อให้บริษัทก้าวหน้า เพียงแค่คิดว่าเขาให้เราทำแค่นี้ เราก็ทำแค่นี้ มีที่หนักกว่าคือ ในเวลางาน งานก็ยังไม่เสร็จ แต่นั่งเล่นเกมส์ในเวลางาน อันนี้ผมไม่เข้าใจ เขาจ้างให้มาทำงาน ไม่ใช่มานั่งเล่นเกมส์ ถ้าอยากเล่นเกมส์ ก็ออกจากงานไปนั่งเล่นที่บ้าน เขาจะได้ไม่ต้องเสียเงินจ้าง

อีกกลุ่มหนึ่งที่ผมไม่ค่อยเข้าใจคือ หัวหน้าสั่งลูกน้องทำงานชิ้นหนึ่ง ลูกน้องบอกทำไม่ได้ แล้วก็ไม่ยอมทำ หัวหน้าก็ทำอะไรไม่ได้ จนต้องทำเอง อันนี้ผมไม่เข้าใจทั้งหัวหน้าและลูกน้อง เขาจ้างมาทำงาน ถ้าทำไม่ได้ ก็ต้องถาม หรือไม่ก็ต้องศึกษาจนทำได้ เขาให้เราทำ ก็หมายถึงให้เราไปศึกษามาด้วยว่าทำยังไง ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ก็ไม่ทำ หรือทำเฉพาะงานที่อยากทำ จริงๆ แล้วในเมื่อมันเป็นงานไม่ว่าอยากทำหรือไม่ก็ต้องทำ ถ้าทำแล้วมันทำให้บริษัทกำไร

ส่วนหัวหน้าก็แปลก เขาเป็นลูกน้อง เขาไม่ทำก็บังคับไม่ได้ เป็นผมถ้าไม่ทำ ก็ออกไป เสียเงินจ้างสองคน แต่ทำงานคนเดียว อีกคนจ้างไปก็เปล่าประโยชน์ สู้เอาเงินของอีกคนมาให้อีกคนให้มีกำลังใจทำงานจะดีกว่า

ผมเห็นหลายบริษัทเป็นแบบนี้ ผมก็รู้สึกเห็นใจนายจ้าง เพราะผมก็มีความฝันว่าจะทำธุรกิจของตนเองเหมือนกัน แต่ถ้าเจอลูกน้องอย่างนี้คงลำบากใจแน่ๆ เลยจะขอให้ลูกจ้างทุกคน จงรู้ว่า ที่องค์กรจา้ยเงินจ้างคุณ ก็เพื่อหวังที่จะได้ผลงานให้คุ้มกับค่าจ้างที่ได้ให้ไป แต่ถ้าคุณคิดจะเอาเปรียบนายจ้าง งานไม่ทำ นั่งเล่นเกมส์ในเวลาทำงาน ผมว่าคุณออกไปเปิดร้านเกมส์ แล้วไปนั่งเล่นในร้านของคุณดีกว่า อย่ามาเอาเปรียบคนอื่นเลยครับ (ขอบ่นหน่อยเถอะ ไม่อย่างนั้นประเทศไทยก็ไม่เจริญสักที)